Pizza N Pasta อิ่มหนำสำราญใจกับพิซซ่า...ถาดเท่าบ้านเท่าเมือง
แท็บหลัก
หลังจากที่พาไปมุดถ้ำกระต่ายน้อยเมื่อครั้งคราที่แล้ว ก็มิได้ทำให้ความคลั่งไคล้ในอาหารจากดินแดนรูปรองเท้าบู๊ทของข้าพเจ้านั้นลดน้อยถอยลงเพียงแต่นิดเดียว มาครานี้จะพาไปลิ้มชิมรสกับพิซซ่าในสไตล์ที่แตกต่างจากต้นฉบับไปบ้าง ใส่กลิ่นอายและความเป็นอเมนิกันชนเข้าไป เป็นพิซซ่าที่ถูกปรับปรุงในมหานครนิวยอร์คเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน เป็นการปรับรูปแบบจากพิซซ่าจากเมืองชื่อดังของประเทศอิตาลี่ นามว่า ซิซิลี เป็นเขตปกครองพิเศษ มีลักษณะเป็นเกาะทางใต้ เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมอาหารมาช้านาน
ในสมัยนั้นมีการติดต่อค้าขายกันทางเรือซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนาน ไม่สามารถขนวัตถุดิบไปทำอาหารเองได้ จึงต้องอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นนั้นๆ ในการประกอบอาหาร อาหารดั้งเดิมจึงต้องมีการปรับปรุงเล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับท้องถิ่นนั้นๆ จึงก่อกำเนิดเป็น “นิวยอร์คพิซซ่า” ขึ้นมานั่นเอง
พิซซ่าของมหานครนิวยอร์คนั้น มีความแตกต่างจากต้นฉบับเล็กน้อยถึงปานกลาง ทางด้านกายภาพนั้นมีความหนาและใหญ่กว่าต้นฉบับ เพราะในช่วงแรกนั้น อเมริกันชนทั้งหลายล้วนมองอาหารอิตาเลี่ยนเปรียบเหมือนอาหารทานเล่นเสียมากกว่า ไม่เต็มปากเต็มคำ กลัวจะไม่มีอิ่มหนำสำราญใจ และที่พิเศษยิ่งขึ้นก็คือ เราสามารถเลือกวัตถุดิบปรุงแต่งได้เอง ไม่มีหน้าพิซซ่าแบบตายตัว มีอิสระในการเลือกกินในสิ่งที่เราชอบได้ เรียกได้ว่าเป็น Free Style Pizza อย่างแท้จริง แต่กว่าจะปรับปรุงสูตรอาหารให้ลงตัวได้ จนสามารถเปิดเป็นร้านอาหารเป็นเรื่องเป็นราวร้านแรกได้ ก็ประมาณปี 1947 แล้ว ในเมืองบาทาเวีย ด้านตะวันตกของนิวยอร์ค นามว่า New York Pizza House ที่ยืนหยัดมาจวบจนถึงปัจจุบัน
พิซซ่าในแบบของนิวยอร์คนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในดินแดนพญาอินทรี แล้วก็เผยแพร่ไปทั่วโลก จนมาถึงสยามประเทศ(จนได้) ซึ่งถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในตองอู เรื่องอาหารการกินแล้ว ถ้าไม่นับเจ้าใหญ่ๆที่มีสาขาพร้อมส่งพิซซ่าทั่วประเทศ ร้านพิซซ่าแบบนิวยอร์คในไทยนั้นหายากยิ่งนัก จนช่วงสองสามปีให้หลัง อยู่ๆก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้นมากมายในเมืองใหญ่ของไทย แต่ก็วัฏจักรของร้านอาหาร ถ้าร้านไม่ดีจริงย่อมอยู่ไม่รอด ร้านที่อร่อยและมีดีเท่านั้นจะได้ยืนหยัดให้บริการแก่นักชิมได้ลิ้มรสกัน
Pizza N Pasta นั้นเป็นอีกร้านนึงที่เปิดมาเป็นเวลานานพอสมควร เคยย้ายร้านมาแล้ว ผ่านมรสุมมามากมาย แต่ก็ยังยืนหยัดในรูปแบบอาหารของตนเองไม่เปลี่ยนแปลง ดำเนินงานโดยคุณสตีเว่น ผู้หลงไหลในอาหารไทยแต่ก็ไม่เคยทิ้งอาหารบ้านตัวเอง เขาได้ปรับเอาวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นเมืองเชียงใหม่ผสานกับสูตรลับเฉพาะที่สืบทอดกันมาภายในครอบครัว เกิดขึ้นเป็น “อาหารอิตาเลี่ยนในแบบอเมริกัน โดยวัตถุดิบในไทย”
เพลานั้นเพิ่งจะพลบค่ำ ข้าพเจ้าได้เดินทางท่องเที่ยวเรื่อยเปื่อยแถวอำเภอสะเมิง เมื่อถึงแยกสะเมิงก็สังเกตเห็นร้านพิซซ่าอยู่บริเวณหัวมุม (ตอนนี้ย้ายร้านไปอยู่ถนนเส้นพืชสวนโลกแล้ว) เห็นมาหลายคราแต่ไม่แวะลิ้มลองสักครา ตระหนักในใจว่าถ้าเพลาไม่ได้เชยชมให้สมใจ คงไม่มีโอกาสได้มาเตร็ดเตร่แถวนี้อีกแล้ว ว่าแล้วก็แวะเข้าไปเพื่อให้สมใจหมาย
อ่านดูเมนูต้องแปลกใจเล็กน้อย เพราะทางร้านออกตัวเลยว่าเป็นพิซซ่านิวยอร์ค ช่างน่าตื่นเต้นตกใจ มีไม่กี่ร้านที่กล้าบอกว่าร้านตนเองขายอาหารดัดแปลง ซึ่งเกิดขึ้นมาไม่นานและไม่ได้ถูกกล่าวขานให้เป็นอาหารที่น่าลิ้มลองนัก อาหารในเมนูก็มีไม่มากนัก แต่พิซซ่านั้นหลากหลายจริงๆ เราจะได้เลือกเองทุกๆอย่าง ดีที่ไม่มีจานและพ่อครัวให้เลือกด้วย (ฮา) จานแรกขอให้เป็นอะไรมาเรียกน้ำย่อยหน่อยแล้วกัน แต่ในเมนูมีแต่อันหนักๆทั้งนั้น ไม่ค่อยมีอะไรให้ทานเล่นเลย สุดท้ายก็ตัดใจเอานักเก็ตไก่ทอดมากินแกล้มบรรยากาศซะ นี่ถ้ามีคนไปด้วยคงจะบ่นใส่หูจนชา ว่าทอดให้กินที่บ้านก็ได้
และแล้วก็มาถึงสิ่งที่เรารอคอย ข้าพเจ้านั้นพลิกเมนูไปมาด้วยความตื่นเต้น ด้วยความคิดจะรังสรรค์สุดยอด Free Style Pizza เฉพาะตัวขึ้นมาเอง เริ่มแรกจะได้เลือกขนาดของพิซซ่ากันก่อน โดยมีให้เลือกอยู่ 4 ขนาด ขนาดใหญ่ที่สุดคือ 25 นิ้ว (อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก!!! ชิ้นนึงยาวขนาด 1 ไม้บรรทัดเชียวเรอะ) กินคนเดียวได้เป็นสัปดาห์เลยนะนั่น ขั้นตอนต่อไปคือเลือกชนิดของพิซซ่่า ซึ่งแน่นอนว่าข้าพเจ้าต้องเลือกแบบนิวยอร์คอยู่แล้ว!!! ต่อไปก็เป็นการเลือกซอส มีให้เลือกอยู่หลายอย่าง แต่ต้องมาสะดุดอยู่ที่ ซอสน้ำพริกอ่อง (อุ๊แม่เจ้า!!! มีแคบหมูกับแตงกวาเป็นเครื่องเคียงรึเปล่านี่) ของแปลกใหม่แบบนี้ เราต้องลองลิ้มชิมรสให้คลายสงสัย ถึงตรงนี้เริ่มเหนื่อย เพราะต้องเลือกหลายอย่างต้องใช้สมาธิเยอะพอสมควร ใช้ลมปราณจนแทบหมดสิ้น ในที่สุดก็ถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการเลือกวัตถุดิบตกแต่งหน้าพิซซ่า ดูไปดูมา ตัดสินใจไม่ได้เสียที จนต้องลงเอยที่แฮมและสับปะรด โดยเพิ่มเติมชีสเข้าไปด้วย นี่มันพิซซ่าฮาวายเอี้ยนชัดๆ จะนั่งเลือกให้เสียเวลาทำไม
ระหว่างที่รอใจจดใจจ่อก็ ซัดนักเก็ตไก่ทอดที่เสิร์ฟพร้อมกับซอสครีมแสนอร่อย คล้ายว่าเป็นไก่ทอดซอสครีมที่แบ่งเป็นชิ้นเล็กให้ทานง่ายขึ้นนั้นเอง พอใส่เข้าไปในปากแล้วแล้วเคี้ยว เหมือนซอสครีมจะรู้หน้าที่ตัวเอง แตกกระจายไปทั่วทุกอณูของเนื้อไก่กำลังถูกบดละเอียดโดยฟันกราม ให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสความกรอบนอกนุ่มในผสานกับรสหวานอมเปรี้ยวมีกลิ่นมะนาวของซอส ช่างเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเป็นวงมโหรีเลยทีเดียว
เพียงชั่วครู่ พิซซ่าที่ข้าพเจ้าได้รังสรรค์จินตนาการขึ้นมา (ที่จริงคงมีคนอื่นคิดไปเยอะแล้ว) ถูกนำมาวางต่อหน้าข้าพเจ้า เอ...ทำไมมันไม่เหมือนในรูปหว่า? แล้วก็ดึงเมนูขึ้นมาเปรียบเทียบ นี่มัน...แบบหนานุ่มนี่นา จึงเรียกพนักงานมาไขข้อข้องใจ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าจดผิด อา...เอาน่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เรื่องมากอะไรอยู่แล้ว (แต่แอบเคืองเล็กๆ) แล้วก็เริ่มตัดแบ่งพิซซ่าฮาวายเอี้ยนซอสน้ำพริกอ่องแบบหนานุ่ม ในความรู้สึกที่ว่า แบบนี้สั่งพิซซ่ายี่ห้อดังมากินที่บ้านก็ได้ แต่..อย่างน้อยก็มีน้ำพริกอ่องเป็นซอสล่ะนะ (แถมเพิ่มชีสด้วย) พอหยิบเข้าปากชิ้นแรก รสสัมผัสนั้นแตกต่างจากยี่ห้อดังอย่างสิ้นเชิง มันหนาาาาาาาาและนุ่มมมมมมมมมจริงๆ ให้ตายเถอะ!!! ไม่อยากจะเชื่อเลย แป้งนั้นหนาฟู ด้านล่างกรอบอร่อยและไม่แห้ง ที่สำคัญน้ำพริกอ่องมันเข้ากับชีสได้ดีจริงๆ รสชาตินั้นจัดจ้านยิ่งกว่าชิลลี่ด็อกใส่ชีสเสียอีก อาจเป็นเพราะอาหารพื้นบ้านของตัวข้าพเจ้าเอง ทำให้รู้สึกถึงรสชาติที่คุ้นเคย ผสมผสานกับความแปลกใหม่ มีกลิ่นอายของตะวันตก เป็นรสชาติที่ทำให้รู้สึกดีมิรู้ลืมเลยทีเดียว
เผลอชั่วครู่ ข้าพเจ้าก็เผด็จศึกพิซซ่าขนาด 14 นิ้วคนเดียวจนหมด ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถทานคนเดียวได้จนหมด และที่สำคัญไม่ได้ใส่เครื่องปรุงเพิ่มใดๆเลย ในระหว่างที่นั่งอึ้งอยู่นั้น คาดว่าพิซซ่าที่กลืนลงท้องไป คงไปผสมกับกับน้ำกระมัง จึงได้เกิดอาการพองตัวเต็มท้อง ส่งผลให้รู้สึกถึงความอิ่มอย่างรุนแรง อึดอัด แน่นท้องมาก แต่จิตใจก็เปี่ยมสุขด้วยเช่นกัน กลายเป็นความอิ่มหนำสำราญใจสมใจอยากจนได้ นี่ถ้าไม่เกรงใจทางร้าน คงต้องของีบพักผ่อนก่อนกลับเป็นแน่แท้
แล้วมานึกย้อนถึงพิซซ่านิวยอร์ค (ที่ไม่ได้กิน) บางทีมันก็สอนให้รู้ว่า การที่เรายึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง ในตอนแรกอาจจะยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่ถ้าเราไม่หวั่นไหว ก้าวเดินตามสิ่งที่เราเชื่อ ปรับปรุงมันให้ดีขึ้น ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นดี ก็จงอย่าลังเลสงสัย อาจจะรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นบ้าง แต่อย่านำมาทำให้หวั่นไหว อดทนกับมัน ไปให้ถึงวันที่รอคอยให้ได้ ยิ่งเราพยายามมากเท่าไหร่ ผลที่เราได้รับยิ่งหอมหวาน แม้สิ่งที่ได้รับอาจจะไม่ได้ดังใจหวัง แต่คุณต้องได้อะไรกลับมาแน่นอน อย่างเช่นพิซซ่านิวยอร์คนั้น กว่าจะได้เปิดเป็นร้านอาหารจริงๆ ต้องรอเกือบ 50 ปี และในที่สุดก็กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของอเมริกันชน เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก สู้ต่อไปนะทุกคน!!!
เอวังก็มีประการฉะนี้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.pizzanpastacnx.com
- แสดงความคิดเห็น
- 371 reads

ความคิดเห็น
อะหร่อย แท้ บ่อ
ไอโฟนมีเลนส์แล้วเน้อ
ต้องไปลองชอบของใหญ่
แม่ลูกสองชอบกินชอบเที่ยวค่ะ เขียนรีวิวตามประสาแม่บ้าน
แสดงความคิดเห็น